วันนี้อยู่เวร OPD
ER ส่งปรึกษา คนไข้
ตอนแรกก็คิดในใจ ER เหรอ เฮ้ออออออออออออออ
แต่ … ความรู้สึกเปลี่ยนไป เมื่อได้พูดคุยกับคนไข้
คนไข้เป็นผู้สูงอายุ รอคอยสามีมารับ คนไข้เรียกแทนตัวเองว่าแม่ และเรียกสามีว่า พ่อ
ดูอบอุ่นดี แต่ยัง ยังไม่ใช่ตรงนั้นที่ชั้นว่า น่ารัก
ชั้นโทรไปหาสามีของคนไข้ แจ้งให้มารับคนไข้กลับบ้าน
สามีลืมไปแล้วว่าคนไข้อยู่โรงพยาบาลอะไร โทรกลับมาถามซ้ำ สาม สี่รอบ ด้วยความที่สามีคนไข้เป็นโรคความจำเสื่อม ทุกคำถามทุกคำพูดรับรู้ได้ว่า เป็นห่วงคนไข้มาก
คนไข้ของฉันพูดจาดีมาก …. ต้องขอบคุณที่ส่งคนไข้คนนี้ มาให้ชั้น
คนไข้เล่าเรื่อง “พ่อ” บุคคลอันเป็นที่รักของ “แม่” ให้ชั้นฟังด้วยรอยยิ้ม และมีน้ำตาคลอเบ้า และ บ้างก็ไหลออกมาด้วยความทราบซึ้งว่า “ยังไง พ่อก็ไม่ทิ้งแม่”
อยู่กินกันมาสามสี่สิบปีแล้ว พ่อดูแลแม่ดีมาตลอด ไม่เคยเกเร
“แม่คิดถึงพ่อ แม่เป็นห่วงพ่อ” ….. ประโยคนี้ทำให้นักสังคมอย่างชั้นน้ำตาไหล
เพราะ ไม่ใช่พ่อที่เป็นห่วงแม่ แม่ก็เป็นห่วงพ่อมาก เช่นเดียวกัน
คนไข้บอกว่า
ครั้งนึง พ่อพาแม่มาส่งที่โรงพยาบาล ด้วยอาการ ความจำเสื่อมของพ่อ ที่เป็นโรคประจำตัว มานานแล้วนั้น ทำให้พ่อลืมไปว่า แม่อยู่ตรงไหน เดินหาแม่ทั่วโรงพยาบาลจนหมดแรง แต่สุดท้าย สวรรค์ก็เข้าข้างความรักความห่วงใยของพ่อและแม่ ก่อนจะหมดแรงตามหา พ่อก็เจอแม่
อยู่กันสองคนตายายที่บ้าน ลูกแยกย้ายไปมีครอบครัว และไม่บ่อยเลยที่ลูกจะมาหาพ่อกับแม่ …เหตุผลเดิมๆ ไม่มีเวลา ทำงาน …. แม่น้อยใจ แต่แม่บอกว่า แม่เข้าใจ
นี่แหละหนา ความรักของแม่ ให้อภัยลูกได้เสมอ ไม่ต้องมาดูแลก็ได้ ขอแค่ได้รู้ว่าลูกยังมีชีวิตอยู่ ไม่เจ็บไม่ไข้ ก็ดีหนักหนาแล้ว
ดีแท้หนอ ที่ แม่ เกิดมาเพื่อพ่อ และพ่อ ก็เกิดมาเพื่อแม่ .. ทั้งสองเกิดมาเพื่อกันและกัน
แก่เฒ่าไปด้วยกัน ดูแลกันยามทุกข์ยาก
ตอนนี้ พ่อยังแข็งแรง ดูแลแม่ได้
โรคความจำเสื่อม แม้จะเป็นอุปสรรคในการใช้ชีวิต แต่มันไม่ได้เป็นอุปสรรคสำหรับ … ความรักที่พ่อแม่ให้แม่เลย
วันข้างหน้า
วันที่พ่อไม่มีแรงพอที่จะดูแลแม่
ถึงวันนั้น ใครจะดูแล พ่อกับแม่
ใคร ?
หน้าที่ของลูกไม่ใช่หรอกหรือ
ระอา … นักหนา กับ คนที่ทอดทิ้งบุพการีเนี่ย
การที่เราไม่พูด ไม่เคยที่จะตอบโต้ บางทีมันก็เป็นการสร้างลักษณะนิสัยที่ไม่ดีให้กับคนอื่นโดยไม่รู้ตัว
พอเราพูดกลับออกไปบ้าง กลายเป็นว่า มันเป็นเรื่องไม่ปกติไป กลายเป็นว่า เสียความรู้สึกกันทั้งสองฝ่าย
แต่จะคิดบ้างมั้ย ว่าคนที่ไม่เคยตอบโต้ มันเจ็บมาแค่ไหนแล้ว
ทำไมจะต้องยอมให้คนอื่นว่าเราได้อย่างหน้าตาเฉย
ทั้งๆที่เราก็รู้สึกว่า เราไม่ได้เป็นอย่างนั้น หรือบางเรื่องถ้าเราจะจริง
แต่ทำไมจะต้องมาว่าเรามากมาย ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ทั้งๆที่มันไม่เคยจะทำให้ใครเดือนร้อน แต่ไม่ถูกใจ แค่ไม่ค่อยจะเหมือนคนปกติ
แต่มันก็สร้างสีสีนไม่ใช่เหรอ ชั้นอาจจะไม่ใช่สีฉูดฉาด แต่ชั้นก็ไม่เคยเป็นสีเทา ตรงกันข้าม ชั้นเป็นสีสบายๆ แต่มีเส้นยุ่งยากมากมายไปหน่อย
จะแกล้งกันควรมีลิมิตบ้าง
ไม่ใช่ว่าพอเรายอม กลายเป็นว่า ยิ่งไม่เกรงใจอะไรกันเลย
คนใกล้ตัวมักไม่ค่อยจะใส่ใจกันเสมอ เข้าใจ
แต่แค่ว่า ทำไมต้องเป็นชั้นที่ต้องยอมเปนฝ่ายถูกแกล้งทุกครั้ง
ก็ให้มันรู้กันไป ถึงเวลาแล้ว ไม่มีอะไรจับต้องได้ซักอย่าง ฉันก็คงจะเข้าใจเอาเองว่า ฉันคงไม่ได้เกิดมาเพื่อสิ่งนี้ แล้วฉันก็จะหันไปหาอย่างอื่น เพราะถ้าสิ่งที่ฉันรอและพยายามมันไม่เลือกฉัน ฉันก็คงต้องไป กับคำว่า พยายามไม่พอ บางที มันต้องดูข้อจำกัดของเราด้วย จะให้พยายามไปถึงไหน พยายามให้ตาย ถ้าเค้ามีคนของเค้าไว้แล้ว เราไม่ตายเปล่าหรอกเหรอ ก็แค่บอกตัวเองไว้ ถ้าวันนั้นมาถึง คงจะไม่เจ็บปวดมากนัก
หวังว่าหัวใจคงไม่พังยับตั้งแต่วันแรกที่ก้าวเท้ากลับไปที่เดิมอีก
อยากจะบันทึกไว้ ว่ามันโล่ง โปร่ง สบาย ฮ่าๆๆๆๆ ไม่ใช่โฆษณา ผ้าอนามัยหรอกนะ
แต่รู้สึกอย่างนั้นจริงๆ หมายถึงใจ หมายถึงจิตใจ หมายถึงคนของหัวใจ
รู้สึกจะแปดปีได้กระมัง กับความรักที่ให้ผู้ชายคนนึงไป
นานโขอยู่ น้องคนนึงบอกว่า เค้าช่างเป็นผู้ชายที่โชคดี … ในขณะที่ฉันเป็นผู้หญิงที่โชคร้ายอย่างนั้นหรือ
เปล่าเลย ฉันก็เป็นผู้หญิงที่โชคดีเช่นกัน แม้ ในแปดปีนั้น จะมีเพียงแค่สองปี ที่เราได้ชื่อว่า … เป็นคนรักกัน
ฉันโชคดี ที่ฉันได้เรียนรู้คำว่า “รัก”
ที่ผ่านมา ฉันบอกกับเขาเสมอว่า ไม่ว่าใครจะเข้ามา หรือ ฉันจะไปรักใครคนไหน แต่ฉันก็ไม่เปิดใจให้ใครเข้ามาทำหน้าที่คำว่า “แฟน” ต่อจากเค้าซักที เพราะท้ายที่สุดแล้ว ฉันก็กลับมาตายรัง ฉันก็จะกลับมาบอกตัวเองเสมอว่า ฉันยังรักเค้า แต่ไม่ได้รอ ฉันแค่รัก แค่ยังรักคนอื่นมากกว่านี้ไม่ได้ แล้วก็ไม่อยากทำร้ายใคร
แต่วันนี้ …. มันเปลี่ยนไปแล้ว
ไม่ใช่ว่าฉันเจอใครใหม่ นั่นไม่สำคัญ เพราะที่ผ่านมา ก็ใช่ว่าจะไม่มี
แต่เป็นเพราะเค้า อาจจะเพราะเค้าวันนี้ คนละคนกับวันนั้น
อาจเพราะอะไรหลายๆอย่างทำให้ฉัน และเค้าเปลี่ยนไป
ถามว่าดีมั้ย มันดีกับตัว ฉันไม่ต้องกลับไปอยู่กับวันเก่าๆ
ฉันสามารถเดินหน้าไปได้โดยไม่ต้องเอาอดีตติดไปด้วยอีกแล้ว
เพราะตลอดระยะเวลาหกปีที่ผ่านมา ฉันเอาเค้าคนเดิมคนนั้นเดินมากับฉันด้วยตลอด
ฉันพกพาอดีตเกี่ยวกับเค้า เรา … ไปทุกที่ แทบจะทุกเวลา
กลับมาบ้าน เมื่อก่อน จะหยิบของๆเค้า ของๆเราขึ้นมาดู แล้วก็คิดถึง และจะเก็บมันไว้อย่างนั้นแหละ แต่ครั้งนี้ ไม่คิดอยากจะดู จะอะไรทั้งสิ้น คิดว่าจะทำยังไงกับของเหล่านี้ต่อไปด้วยซ้ำ นั่นสิ มันกลายเป็นของไม่มีค่าไปแล้ว
?????? ใครจะคิดว่ามันจะมีวันนี้ล่ะ
เพื่อนสนิทฉันยังบอกกับฉันเลยว่า ชีวตคู่ของฉันได้จบลงแล้ว ฮ่าๆๆๆๆ ขำ เนอะ
เวลามันไม่ได้ช่วยอะไรได้มาก
ใจของเราต่างหากล่ะ ใจเปิด ตาก็เปิด
เห็นอะไรมากขึ้น ตาสว่างว่างั้น
เอาเถอะ มันดีใจ มันสบายใจ มันหลุดพ้น
ตอนแรกยอมรับว่า รับไม่ได้กับพฤติกรรมของเค้า
แต่ก็ไม่เข้าใจ พอเจอหน้าเค้า มันหายไปหมด ยังรู้สึกห่วง
และก็ทำได้แค่ …. เรื่องของเค้า อยากทำอะไรก็ทำ โตแล้ว เตือนแล้ว
รู้สึกรักตัวเองมากขึ้นกว่าเดิม
ขอบคุณ …. ฉันสามารถหันหลังกลับไปมองมัน แล้วก็บอกคำนี้ได้แล้ว “ขอบคุณ”
ไม่ได้เจอกันนานเลยเนอะ
พอมีเวลา ก็คิดถึงเธอ …. เราไปงานสัปดาห์หนังสือมาล่ะ …. ไปคนเดียว ตั้งใจไปหาพี่นิ้วกลมกับชิงชิงโดยเฉพาะ
เราไปทันพี่นิ้วขึ้นไปพูดคุยบนเวทีกับพี่ตุ้ม หนุ่มเมืองจันท์ และพี่สิงห์ วรรณสิงห์
ก่อนที่พี่นิ้วจะขึ้นเวที เรายื่นหนังสือไปให้พี่แกเซ็น
“เชิญพี่นิ้วกลมขึ้นเวทีครับ ” ….. เสียงเรียกมาแล้ว พี่เอ๋เขียนให้เราได้แค่ “มิ้ม”
เราฟังจนพี่นิ้วลงมาจากเวที กะจะไปแล้ว เห็นคนมุงๆพี่นิ้ว ก็คิดว่าจังหวะนี้แหละ ตอนเย็นแถวยาวเป็นชั่วโมง ตอนนี้เลยแล้วกัน
แล้วก็ได้ ตัวหนังสือคุ้นๆ ต่อจาก ชื่อ ”มิ้ม”
พี่เอ๋ พูดกับเราว่า ขอบคุณที่รอนะครับ
หลังจากนั้น เราก็ไปเดินซื้อหนังสือต่อ รอเวลาที่พี่นิ้วกับพี่ชิงจะเปิดห้องให้แฟนๆหนังสือเข้าไปพูดคุยกัน
ถึงเวลาเราก็ไป alone มาก แต่ก็ตั้งใจไป
ห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆ ท่ามกลางคนประมาณหกสิบคน ที่เรารู้จักแค่พี่นิ้วกับพี่ชิง … แต่มีความสุขมากๆ
ไม่ใช่ครั้งแรกที่ฟังพี่นิ้วพูดระยะใกล้ๆ ส่วนตัวแบบนี้ แต่กับพี่ชิง … ครั้งแรกและประทับใจมากค่ะ
ไม่รู้สิ
เราได้อะไรมาเต็มเปี่ยม จนล้นล่ะวันนี้
ล้นจนอยากจะตามเก็บความสุขที่หกเรี่ยราดตามรายทางมาใส่กล่องเก็บไว้ …. ใช้
ขอบคุณทุกอย่างที่ประกอบขึ้นมาเป็นความสุขของเราในวันนี้ … ทุกอย่าง ทั้งคน ทั้งสถานที่ ต้นไม้ ก้อนหิน ใบหญ้า ….
รู้มั้ย เรามีพลังที่จะทำอะไรขึ้นตั้งเยอะ พรุ่งนี้จะต้องเจอกับอะไรอีก เราก็พร้อม
วันดีๆแบบนี้ ไม่ได้มีมาบ่อยๆ
ขอบคุณจังหวะและโอกาส ที่เราได้ใช้มันอย่างคุ้มค่า
เราเพิ่งเจอกับอะไรร้ายๆมา …. มันทำให้เราคิดได้ว่า
เอาน่า ยังไงเราก็โตขึ้น และแข็งแกร่งกว่าคนอื่นที่ไม่ได้เจออะไรแบบนี้
เราต้องหันกลับไปมอง แล้วขอบคุณมัน ไม่ใช่เหรอ
วันนี้ความคิดเรามันตรงกับพี่นิ้ว
หลังจากวันนั้น เราคิดว่า การพบเจอกับปัญหา มันเป็นเรื่องสนุกของชีวิตได้นะ
มันคือชีวิตดี มันท้าทาย พอผ่านมาได้ เราจะเป็นเราอีกคน
พี่นิ้วบอกว่า พี่นิ้ว ไม่เคยกลัวกับปัญหา ตรงกันข้าม กลับสนุกที่มันได้เข้ามาทักทายชีวิต
คนที่ไม่เคยล้ม ไม่เคยแพ้ ไม่เคยเจ็บ โดนจิ้มนิดหน่อยก็เอียงแล้ว …. นี่แหละ พี่นิ้วกลมๆของเรา
ตอนเราเดินหาหนังสือ บูธนั้นบูธนี้ เชื่อมั้ย ว่าได้ยิน คำว่า นิ้วกลมเข้าหูตลอดทาง
ภูมิใจแทนจริงๆ …. แล้วส่วนมาก วันรุ่น วัยละอ่อน วัยประมาณเราทั้งนั้น เอาจริงๆ เราอาจจะแก่สุดแล้วก็ได้
ปกติ เราจะไม่ค่อยเห็นวัยรุ่นสนใจ งานเขียนแบบนี้ ส่วนมากจะเป็นนิยายรัก งุงิงุงิ คิขุ แฟนตาซี อะไรเทือกนั้น แต่ …. พี่นิ้ว ทำให้เราเห็น อีกส่วนนึง ….
เราว่าพี่นิ้วนี่แหละ ที่ทำให้น้องๆ อ่านหนังสือกันเยอะขึ้น
ทุกวันนี้ อะไรๆก็ facebook twitter ….. พี่นิ้วเป็นคนนึงล่ะที่ใช้มันคุ้ม เรารู้สึกแบบนั้น
มันเป็นสื่อ เป็นช่องทางที่ทำให้เราใกล้กันมากขึ้น และพี่นิ้วก็มีอะไรสนุกๆมาให้แฟนๆหนังสือพี่นิ้วเล่นอยู่เสมอ …. เด็กๆ น้องๆ หรือรุ่นเราๆ ที่เล่น ก็เข้าถึงนักเขียนได้ง่่าย
และแน่นอน มันทำให้ รู้สึกอยากจะอ่าน อยากจะมีหนังสือของพี่นิ้วกลมเก็บไว้
เรารู้สึกว่า หนังสือพี่นิ้ว ออกมาหลายเล่มมาก ถ้าเทียบกับนักเขียนท่านอื่นๆ และพิมพ์ซ้ำหลายครั้งหลายหน …. น่าดีใจ ๆๆ
นักเขียนรุ่นใหม่ กับ นักอ่านรุ่นใหม่ เป็นอะไรที่เข้ากัน
เอาล่ะ เราแค่อยากบันทึกวันดีๆวันนี้เอาไว้
ปล เราไปสมาคมมุขเสี่ยวๆมาด้วย โอ้โห คนเยอะไม่แพ้กันกับพี่นิ้ว … สังเกตมั้ย ทั้งพี่นิ้วและพี่ๆสมาคมมุขเสี่ยวก็ใช้สื่อ facebook twitter เข้าหาคนอ่าน เราก็เป็นคนหนึ่งล่ะ ที่ไปกด like …. ทุกวันนี้ น้อยคนนัก ที่จะไม่ยุ่งเกี่ยวกับโลกไซเบอร์
ปล2 ไม่ได้หนังสือพี่ปรายเลยอ่ะ เพราะพี่ปรายไม่ได้ออกหนังสือใหม่เลย ตั้งแต่เปิดสำนักพิมพ์ เปิดร้านที่ปาย ยุ่งๆอย่าบอกใครเชียว ใช่มั้ยคะ แต่ … หนูรออ่านอยู่นะคะ และยังตามข่าวพี่ปรายจาก facebook เสมอ … อันนี้ รู้สึกปกติ กับนักเขียนหน้าเก่าแต่ใช้สื่อทางอินเตอร์เน็ตพูดคุยกับคนอ่าน เพราะ พี่ ปราย กับ โลกไซเบอร์ รู้จักกันมานานนมแล้ว …
ขอบคุณอีกครั้ง
เรารักตัวเองมากขึ้นกว่าเมื่อวานนี้อีก
ช่างมันเถอะ มันก็แค่ฝัน อีกไม่กี่วัน ฉันก็จะไม่ต้องฝันร้ายเกี่ยวกับเรื่องนี้อีก ขอบคุณที่ผ่านมา ถ้าเรื่องที่ไม่เคยคิดจะถามมันทำให้เราดูห่างเหินกันขนาดนี้ ก็ปล่อยให้มันค่อยๆจางลงไปแล้วกัน เพราะสิ่งที่ฉันเห็น ฉันก็ไม่เคยคิดจะถามเหมือนกัน เพราะไม่รู้จะถามไปเพื่ออะไร
ไม่รู้จะเริ่มยังไงดี เอาเป็นว่า ขอบคุณทุกๆคน ทุกๆกลุ่ม มากๆนะครับ สำหรับทุกกำลังใจและการชื่นชม...
…โพสท์ชื่อเรื่องไว้ก่อนนะครับ เดี๋ยวไว้ค่อยมาเขียนต่อ…
คงเห็นกันแล้วว่า Tumblr ใน Blackberry ไม่สามารถโพสท์เป็นภาษาไทยได้นะครับ โอลองโพสท์ดูเลยออกมาอย่างที่เห็น...